นักวิจัย สกสว. พัฒนาสูตรสำเร็จจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ควบคุมโรคใบจุด ตอบโจทย์การปลูกผักสลัดในระบบไฮโดรโปนิกส์
นักวิจัย สกสว. พบเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่มีความจำเพาะในการป้องกันโรคใบจุดผักสลัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมพัฒนาสูตรสำเร็จที่สะดวกต่อการใช้งานของเกษตรกร ตอบโจทย์การปลูกผักสลัดในระบบไฮโดรโปนิกส์
โรคใบจุดของผักสลัดในระบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) มีสาเหตุมาจากเชื้อรา Curvularia areia และ Corynespora cassiicola เป็นปัญหาสำคัญในการปลูกผักสลัด เนื่องจากส่งผลให้ผลผลิต และคุณภาพของผักสลัดลดลง โดยเฉพาะในฤดูฝนซึ่งมีการแพร่ระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกษตรกรส่วนจะปลูกผักสลัดเพื่อการค้าในรูปแบบนี้
นางสาว
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาการจัดการศัตรูพืช คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า จากการสำรวจโรงเรือน หากเกิดการระบาดของโรคใบจุดในต้นกล้าผักสลัด จะมีอัตราตายถึง 100% แต่ถ้าโตกว่านั้นจะก่อให้เกิดความเสียหาย 40-50% โดยที่ผ่านมาเกษตรกรจะใช้เชื้อรา Trichoderma sp. ในรูปแบบเชื้อสด ซึ่งกรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้ใช้เป็นเชื้อปฏิปักษ์ในการควบคุมโรค แต่เนื่องจากการใช้เชื้อสดมีข้อจำกัดหลายอย่าง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมที่ยุ่งยาก การปนเปื้อนซึ่งจะทำให้เชื้อเกิดการด้อยประสิทธิภาพ และมีอายุการเก็บรักษาที่สั้น
เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้ รวมถึงพัฒนาประสิทธิภาพของเชื้อปฏิปักษ์ในการควบคุมโรคใบจุดของผักสลัด นางสาวบุรฮานะฮ์ ใบยี ได้ศึกษาวิจัย ‘สูตรสำเร็จของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในการควบคุมโรคของผักสลัดไฮโดรโปนิกส์สำหรับการค้า’ โดยมี รศ.ดร.อนุรักษ์ สันป่าเป้า เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ภายใต้ทุนโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
นางสาวบุรฮานะฮ์ กล่าวว่า ในงานวิจัยมีการศึกษาประสิทธิภาพของเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.) 6 isolate ก่อนคัดเลือกมา 2 สายพันธุ์ ที่มีประสิทธิภาพและสามารถใช้กลไกการเป็นปฏิปักษ์ในการยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรคใบจุดในผักสลัดได้ดีที่สุด คือ Trichoderma asperellum T1 และ Trichoderma spirale T76-1

“เชื้อราไตรโคเดอร์มาทั้ง 2 สายพันธุ์ มีความจำเพาะในการป้องกันโรคใบจุดได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฎิปักษ์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งทั้ง 2 สายพันธุ์ สามารถใช้กลไกการแก่งแย่งแข่งขัน โดยเจริญได้เร็วกว่าเชื้อก่อโรคและเข้าครอบครองพื้นที่บนหน้าอาหารเลี้ยงเชื้อได้เร็วกว่า ทำให้เชื้อก่อโรคถูกจำกัดพื้นที่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้กลไกการทำลายชีวิต โดยการสร้างเอนไซม์ที่สามารถย่อยสลายผนังเซลล์ของเชื้อก่อโรค และสร้างสารระเหยที่มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อรามายับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคใบจุดทั้ง 2 ชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นกลไกการป้องกันตนเองให้พืชโดยกระตุ้นกิจกรรมของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันตัวเองในต้นผักสลัดทำให้มีความต้านทานต่อการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรค ดังนั้นเราจึงเห็นศักยภาพของเชื้อราทั้ง 2 สายพันธุ์ ที่เหมาะสมในการใช้ควบคุมโรคทางใบสำหรับพืชที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์” นางสาวบุรฮานะฮ์ กล่าวเสริม
แต่ปัญหาที่เห็นจากการลงพื้นที่ทำวิจัย คือ เกษตรกรมีความยุ่งยากในการเตรียมเชื้อสดเพื่อใช้งาน นักวิจัยจึงมีการพัฒนาสูตรสำเร็จของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เพื่อสะดวกแก่การใช้งานของเกษตรกร ใช้เทคโนโลยีการทำสูตรสำเร็จจากเชื้อสดในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นหลัก เช่นแป้ง และน้ำมันพืช และนำไปผ่านกระบวนการต่างๆ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำในสภาวะปลอดเชื้อ
นางสาวบุรฮานะฮ์ กล่าวว่า “ทีมวิจัยมีการพัฒนาสูตรสำเร็จของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาทั้ง 2 ชนิด ทั้งแบบผง แกรนูล แกรนูลแคปซูล และสูตรของเหลวอิมัลชั่น ซึ่งเป็นสูตรที่เหมาะสมที่สุดและมีประสิทธิภาพดีที่สุดในการนำไปใช้ เนื่องจากสปอร์ของเชื้อถูกเก็บอยู่ในรูปแบบของน้ำมัน เมื่อนำไปผสมน้ำใช้เชื้อจะ Active ทำงานได้เลย นอกจากนี้ยังพบว่าสูตรสำเร็จชนิดนี้เมื่อนำไปพ่นในโรงเรือนไฮโดรโปนิกส์ จะไม่ก่อเกิดปัญหาหัวฉีดตัน”

